ความไม่รู้ประวัติศาสตร์
ตอน สามก๊ก
ความไม่รู้ประวัติศาสตร์
ครับสำหรับก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของบทความนี้นั้นผมต้องบอกว่าการที่ผมเขียนบทความแต่ละครั้งนั้นประหนึ่งเหมือนเขียนไดอารี่เตือนความจำตัวเองว่าในขณะหนึ่งนั้นเราได้คิดถึงเรื่องอะไร
มีจุดยืนแบบใด สนใจเรื่องใด
ซึ่งตรงจุดนี้จะสำคัญมากนักในการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างในอนาคต
ผมจึงได้พยายามเขียนบทความเก็บไว้ จะเสร็จก็ดีหรือไม่เสร็จก็ดีดีนะครับ
ก็ถือว่าได้เขียนได้เตือนความจำตัวเองเอาไว้ในจุดนั้นแล้ว
สำหรับบทความนี้นั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ
เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเขียนมานานแล้วแต่หาเวลาและโอกาสไม่ได้ซักที(หรืออาจเป็นเพราะความขี้เกียจ)
ซึ่งเรื่องนี้ก็ผมเห็นว่าสำคัญมากต่อการพัฒนาความคิดของตัวเองสู่โลกแห่งข้อมูลข่าวสารอันหลากหลาย
ทั้งที่บริสุทธิ์และทั้งที่มีพิษ นั่นคือเรื่องของประวัติศาสตร์ครับ
จะว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายก็ได้ที่ผมไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องของประวัติศาสตร์นัก
ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยก็ดี หรือสากลก็ดี
ซึ่งตรงจุดนี้ผมขอพูดถึงข้อดีซะก่อน ข้อดีคือมันทำให้ผมไม่ค่อยเข้าใจนักต่อสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเขาถกเถียงกัน
ผมมองไม่เห็นหลุมพราง ความเสแสร้งหรือความโกหกตอแหลของผู้บันทึกประวัติศาสตร์
มันจึงทำให้ผมอ่านประวิตศาสตร์อ่านงานเขียนได้สนุกเสมอราวกับว่านั่นคือเรื่องจริง
และในตรงจุดนี้มันทำให้ผมตัดสินถูกหรือผิดไม่ได้ผมอยากจะรู้อะไรผมก็หาอ่านเท่านั้นเอง
ไม่มีปัญหาเรื่องความจริง(Fact)หรือความเท็จ(False) ซึ่งในจุดนี้เนี่ยก็ทำให้สบายใจในระดับหนึ่ง
แต่ในส่วนข้อเสียเนี่ยผมคิดว่ามันทำให้ผมไม่มีน้ำหนักพอที่จะพูดเรื่องพวกนี้เท่าใดนัก
เพราะว่าผมไม่ใช่ผู้แสวงหาความจริงทางประวัติศาสร์
ผมไม่มีข้อมูลที่แน่นพอที่จะไปงัดไปแย้งกับเขา
ผมก็เลยเป็นได้เพียงคนฟังที่จะมีปฏิกิริยา(Reaction)ต่อประเด็นนั้นๆได้นัก
อย่าเรื่องประเด็นของสามก๊กว่าขงเบ้งจงรักภักดีต่อเล่าปี่จริงมั้ย
หรือเรื่องว่าเล่าปี่กับโจโฉใครเลวใครดีอะไรทำนองนี้ ซึ่งตัวผมเนี่ยก็อ่านสามก๊กแบบพอผ่านๆไม่จริงจังเอาความรู้ข้อเท็จจริงอะไรมาก
ก็เลยตัวสินไม่ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
ได้แต่ดูเขาเอาข้อมูลมาวัดกันซึ่งผมคิดว่ามันไม่มีความหมายอะไรเลยที่จะเอาประเด็นพวกนี้มาจุดกันขึ้น
เพราะอะไร เพราะว่าสามก๊กในปัจจุบันที่เราอ่านกันอยู่คือฉบับแปลในยามบ้านเมืองไม่สงบต้องการความเป็นเอกภาพ
ซึ่งจุดนี้ก็รู้กันอยู่
แต่ก็ยังมีการดึงหลักฐานเอาข้อมูลมาแย้งกันด้วยประเด็นต่างๆว่า
บางทีวรรณกรรมอาจจะจริงที่สุดเพราะมาจากปากชาวบ้าน
แต่ที่จดหมายเหตุเป็นการกุเรื่องขึ้นหรือหลอกลวง(Fake)นั่นเอง
ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าในเหตุผลตรงนี้เป็นอะไรที่ไม่ชอบด้วยตรรกะ
ไม่ชอบด้วยตรรกะเพราะอะไร
เพราะว่ามันมีการแบ่งไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าอันนี้คือจดหมายเหตุนะ
อันนี้คือวรรณกรรม ค่าน้ำหนักมันชัดเจนในตัวของมันในรูปแบบอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น
พิธีการสาบานเป็นพี่น้องกันซึ่งผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นธรรมเนียมที่เรื่อมขึ้นในภายหลัง
หรือการดีดพิณลวงสุมาอี้ของขงเบ้งก็ตามนะครับ
ในตอนนี้ผมเคยคิดขำๆในตอนที่อ่านสามก๊กแรกๆว่า"ถ้าขงเบ้งมันโง่ดีดพิณอยู่คนเดียวบนกำแพงทำไมไม่เอาธนูยิงไปเลยวะ"
แต่ผมก็ฉุกใจขึ้นว่ามันเป็นธรรมเนียมสงครามรึเปล่าที่ไม่ยิงกันทำให้ตรงนี้เกิดความขัดแย้งในตัวผมละ
แล้วมันก็นำไปสู้การตรวจสอบข้อมูล แล้วก็รู้ได้ว่า
ในสถานการณ์ตอนนั้นขงเบ้งและสุมาอี้ยังไม่ได้เจอกันเลย
ฉากในตอนนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เพิ่มในการทำเป็นงิ้วเท่านั้นเอง
นี่ยิ่งต้องทำความเข้าใจไปใหญ่ว่าเมื่อสามก๊กมีลักษณะเป็นประวัติศาสตร์ในยุคๆหนึ่ง
ซึ่งมีความเฉพาะของตัวเอง และยังคงเป็นนิทาน เป็นหลักวิชา
เป็นการละเล่นการแสดงในรูปแบบต่างๆแล้ว
มันย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่าความจริงที่อยู่ในตัวของมันเนี่ยคงค่าเหลืออยู่น้อยมากๆในส่วนที่ไม่ใช่บันทึกทางประวัติศาสตร์
เพราะถ้าว่าผู้บันทึกในสมัยนั้นลำเอียงเข้าข้างแล้วล่ะก็
ผู้ที่ศึกษาจะต้องเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเอนเอียงไปทางไหน
แล้วเราต้องเลือกเชื่ออย่างไร
ตรงนี้ผมคิดว่ามันมีกระบวนการของนักประวัติศาสตร์อย่างเขาที่จะเข้าใจ
และการจะอ้างว่าเราไม่ได้เกิดในยุคเดียวกันเราไม่รู้หรอก
นี่ถือเป็นข้ออ้างที่ใช้ได้ครับหากแต่นั่นเป็นข้ออ้างในกรณีที่เป็นประเด็นขาดพยานหลักฐาน
ทั้งในด้านวัตถุก็ดี จารึกก็ดี
ดังนั้นเมื่อฉุกคิดในประเด็นความสมบูรณ์ในเรื่องของมันแล้วมันคือเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ครับที่เราไม่สามารถเชื่อได้เต็มที่ว่านั่นคือจริงหรือนี่คือเท็จ
แต่สิ่งที่จะเห็นได้ชัดว่าสังคมนั้นยอมรับที่จะเอาอะไร และไม่เอาอะไร
นี่ต่างหากคือภาพสะท้อนของการเลือกข้างทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น
ซึ่งอาจมาจากมุมมองด้านคุณธรรม จริยธรรม หรือมุมมองด้านข้อมูลข่าวสารก็ดี
มันก็เป็นผลึกที่ชัดเจนแล้วว่าสังคมเลือกอะไรที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
และโดยเฉพาะสามก๊กที่ถูกเรียกว่าเป็นสรรพวิชาแหล่งรวบรวมคติสอนใจไว้อย่างเฉียบคมและไม่เคยหล้าสมัย
อันว่าสามก๊กนั้นคือประวัติศาสตร์ของสามอาณาจักรที่พวกเราทุกคนรู้อย่างดีแล้วว่าเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นสนุกสนาน
ซึ่งผ่านมือกวี นักประพันธ์มาหลายคนนัก และที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดคือ หลอกว้านจง
และเหมาจงกัง ซึ่งทั้งสองคือผู้ให้กำเนิดสามก๊กแบบที่เราๆเข้าใจกันในปัจจุบัน
แล้วทีนี้ผมต้องการอะไรกับเรื่องนี้
สิ่งที่ผมต้องการคือการแยกแยะวรรณกรรมออกจากความจริง และแยกความจริงออกจากความรู้
เมื่อเราแยกทั้งสามออกจากกันแล้วเนี่ยเราจะอ่านสามก๊กได้อย่างมีความสุขมากเลยโดยที่ไม่ต้องไปด่าคนนู้นว่าเป็นอย่างนี้
ด่าคนนี้ว่าเป็นอย่างนั้น
หนักข้อเข้าหน่อยก็ไปด่าผู้อ่านที่คิดไม่ตรงกับเราเข้าอีก
ซึ่งนี่เป็นความขัดแย้งเล็กๆในระดับหนึ่งครับ
เอาล่ะครับคราวนี้ผมจะใช้ความที่ไม่รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของผมเลยไม่เข้าใจนักประวัติศาสตร์เลยมาแยกประเด็นออกดังนี้ครับ
วรรณกรรมอันความเป็นวรรณกรรมนั้นคือเรื่องราว
เรื่องเล่า ที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นข้อคิด เป็นคติสอนใจ
หรือเป็นเรื่องที่ใช้อ่านบันเทิงคลายเครียด
ซึ่งในจุดนี้เรามองสามก๊กว่าเป็นวรรณกรรม
คือทุกคนเข้าใจตรงกันว่าสามก๊กเป็นวรรณกรรม แต่เราก็แยกไม่ออกในความเป็นวรรณกรรมกับความจริง
เพราะอะไร เพราะเราถูกป้อนข้อมูลในหัวว่านี่คือเรื่องจริงนะ
นี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษทำมาให้เราศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์นะ
เอาไปเอามาเราก็เถียงไม่ได้ ในตัวรูปแบบของวรรณกรรมเรื่องสามก๊กเนี่ย ถูกแปลโดย
เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ซึ่งเป็นนโยบายของราชสำนักในพระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่ต้องการให้มีตำหรับตำราด้านพิชัยสงคราม
เป็นหนังสือที่ไว้ให้ศึกษาสร้างกำลังใจฮึกเหิม สร้างความเป็นชาตินิยม
อาจกล่าวได้ว่าการป้อนข้อมูลชาตินิยมได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น
หรืออาจนานกว่านั้นไปก่อยุคสุโขทัยเสียด้วยซ้ำ เอาล่ะครับประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้
มันอยู่ที่เนื้อหาสาระจริงของสามก๊กฉบับนี้
เพราะว่าฉบับนี้ตัวเอกสำคัญอยู่ที่เล่าปี่ ตัวร้ายสำคัญอยู่ที่โจโฉ
เมื่อเรามองเห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นอย่างงี้
ก็ง่ายต่อการแยกแยะครับว่ามันมีโครงมีแก่นของมันยังไง มันก็เหมือนกับละครหลังข่าวทั่วไปแหละครับ
ที่ตลอดทั้งเรื่องมีอยู่มิติเดียว คือมีตัวเอกกับตัวโกง
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเนี่ยมันควรจะมีหลายมิติกว่านี้
นั่นก็คือการสร้างมูลเหตุจูงใจให้กระทำสิ่งต่างๆขึ้น จะร้ายหรือดี
มันน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย นี่คือความจริงในชีวิตครับ แล้วที่นี้จะบอกว่าละครเดียวนี้ก็พยายามทำให้ตัวเอกทำเรื่องไม่ดีบ้างตัวโกงทำเรื่องดีบ้าง
นั่นก็เป็นเพียงการกระทำในเชิงรูปแบบ
แต่ในโครงสร้างของมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม
อีกนัยยหนึ่งก็จะบอกว่าผู้ชนะคือผู้ถูกต้องก็ได้ นั่นก็คือลงที่ผลแพ้ชนะอยู่ดี
ซึ่งนี่ใช้วัดได้ในการอ่านสามก๊กครับ
ในการที่จะดูว่าการกระทำของตัวละครต่างๆมันสมเหตุสมผลหรือไม่
อะไรมาจากความโลภอะไรมาจากความจำเป็น เราอาจมองออกไม่ได้ว่าตัวละครกำลังคิดอะไร
แต่เราจะเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงเลือกจะทำแบบนั้น อาทิเช่น โจโฉนะครับ
โจโฉมีความเจ้าเล่ห์แพรวพราวนักทั้งในวรรณกรรมก็ใส่สีไปว่าโหดเหี้ยมบ้าง
เลวทรามบ้าง นั้นก็ว่ากันไปตามสีสันวรรณกรรม
แต่เอาเข้าจริงอ่านในวรรณกรรมเราก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมโจโฉต้องฆ่าแปะเฉีย
ทำไมโจโฉต้องฆ่านายกองเสบียงของตัวเอง
เพราะมันมีเหตุจำเป็นกระชั้นชิดเร่งด่วนให้กระทำ ซึ่งเราจะใช้สายตาในปัจจุบันตัดสินไม่ได้
และมีอีกประเด็นนึงที่ทำให้โจโฉโดนประโคมด่ายกใหญ่คือการฆ่านางตังกุยหุย
และฮกฮองเฮา ด้วยสาเหตุอะไรผมไม่ขอเล่านะครับมันจะยาว
ในเหตุการณ์นี้เนี่ยถ้ามองด้วยสายตาคนยุคปัจจุบันอาจมองว่าเลวร้าย
ชั่วช้าสามานย์อะไรต่างๆเนี่ย แต่ในสายตาคนในยุคนั้นอาจถือว่าเป็นการตัดสินใจที่จำเป็นก็ได้
เพราะมันไม่ใช่ยุคแห่งข่าวสารข้อมูล ศัตรูที่อยู่ในที่ลับก็ยากจะหาพบ
และการประหารทั้งชั่วโคตรถือเป็นปกติวิสัยของคนในสมัยนั้นมากๆ
ดังนั้นโจโแผู้มีอำนาจในขณะนั้นอาจไตร่ตรองไว้ดีแล้ว
และอาจจะรู้ว่าต้องมีเสียงกร่นด่าในภายหลัง ฉันใดก็ฉันนั้นครับ
กับประเด็นเล่าปี่ที่หลายคนชอบนักชอบหนา แต่หลายคนก็เกลียดนักเกลียดหนา
อย่างที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
เคยเขียนหนังสือในทางยกย่องโจโฉและด่าเล่าปี่ และอีกท่านหนึ่งคือเล่าชวนหัว
แต่เขียนสามก๊กในฉบับที่แฉเละในฝั่งของเล่าปี่ ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้มองว่าข้อมูลของท่านทั้งสองนั้นมีน้ำหนักมากแต่ว่าด้วยอคติก็เลยทำให้ข้อมูลนี้มันเข้มข้นขึ้นแต่มันไม่เป็นธรรมกับเล่าปี่คนที่ตายไปเกือบสองพันปีแล้ว
ผมมองว่าการกระทำของเล่าปี่ในหลายๆเรื่องอาจดูเสแสร้งครับแต่ว่ามันไม่ผิดที่เขาต้องทำอย่างนั้นเพราะว่าคนในยุคสามก๊กนั้นหากเป็นใหญ่ก็ต้องเสแสร้งทั้งนั้น
แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็เช่นกัน การโกหกตอแหลมีขึ้นเป็นปกติอย่างเคยชินกันอยู่
และการอ้างตัวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ผมก็คิดว่าไม่ผิดนักถึงจะขาดหลักฐานที่ชัดเจน
นอกจากต้องตรวจDNAเท่านั้น แต่ว่าต้องเข้าใจเล่าปี่นะครับ เล่าปี่กับโจโฉขึ้นสู่อำนาจในลักษณะที่คลายคลึงกันคือ
การคอรัปชั่น รู้แบบกลโกงต่างๆสองคนนี้ใช้อย่างโชกโชน
โจโฉใช้อำนาจเงินของพ่อเดินหน้าและใช้ความสามารถของตัวเองด้วย
เนื่องจากเป็นลูกคนรวย เรียกว่ามาในเส้นทางที่เรียบกว่าเล่าปี่นัก
ผิดจากเล่าปี่ที่ตัวเปล่าเล่าเปลื่อยมีเพียงแซ่เล่าพอจะใช้ประโยชน์ได้
เข้าก็ใช้ประโยชน์ตรงนั้นสร้างตัวขึ้นอย่างทุลักทุเล
แต่เราก็เห็นชัดครับว่าสองคนมีความทะเยอทะยานอย่างยิ่งยวด
แต่ทั้งสองก็ยังใช้วิธีสกปรกเข้ากันอยู่ดี บางคนบอกว่าโจโฉผ่าเผยกว่า
ก็แน่นอนล่ะครับโจโฉมีทุนมากกว่า ทำอะไรก็ดีกว่าง่ายกว่า
เพียงแต่ด้อยเรื่องชาติตระกูลเท่านั้น แต่ก็นับว่ามีกำลังทรัพย์พอตัว
ดังนั้นจึงไม่ใช่ข้อเสียเปรียบเสียเท่าไหร่
ดั่งที่เราเห็นเราทราบจากข้อมูลว่าโจโฉนั้นมีอำนาจที่แท้จริงและยิ่งใหญ่มาก
เอาล่ะครับผมคิดว่าคราวนี้ผมได้แจกแจงแยกแยะให้เห็นแล้วว่าการอ่านประวัติศาสตร์ด้วยความไม่รู้มันดีมันเสียอย่างไร
และได้แตกประเด็นให้เห็นในเรื่องสามก๊กแล้วว่าการที่ผมอ่านโดยไม่มีความรู้เนี่ยผมได้อะไรมาบ้าง
และผมได้ใช้มุมมองอย่างไรในการมององค์รวมของสามก๊กทั้งหมด
พร้อมทั้งบริบทต่างๆของเรื่องนี้นะครับ ทั้งนี้ผมพอจะสรุปย่อยอยู่ครั้งครับว่า
การอ่านสามก๊กนั้นเริ่มต้นเราต้องใช้ใจอันไร้อคติอ่าน
ใช้สายตาอันพอจะให้อภัยในสิ่งที่ตัวละครตัวนั้นทำ
และเข้าใจว่าการตัดสินใจของตัวละครต่างๆมันอาจเป็นข้อจำกัดของยุคสมัย
และความบีบบังคับก็ได้ หากคุณใช้หลักการดังนี้แล้ว คุณจะเห็นสามก๊กเป็นสัจธรรมขึ้นเยอะครับ
เมฆอิสระ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น