วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ศาสตร์แห่งการล้อเลียน

ศาสตร์แห่งการล้อเลียน



     ถ้าจะพูดถึงการล้อเลียนหลายคนก็จะนึกถึงการแสดงของนักแสดงตลก การแสดงละคร หรือแม้แต่การประชดในอีกแบบหนึ่งนั่นเอง แต่ว่าสำหรับกระผมเองการล้อเลียนมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านี้มากนัก ดังนั้นในบทความนี้ผมจะเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการล้อเลียนในทัศนะของผมให้ทุกท่านได้พิจารณากันว่าจริงหรือเท็จ ดีหรือห่วย ประการใดบ้าง



ความหมายของการล้อเลียน


     การล้อเลียน คือ การสวมบทบาทเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตัวเราเอง เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง มีลักษณะเฉพาะ และเป็นที่จดจำของบุคคลจำนวนมากหรือเป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ในการล้อเลียนจะต้องเลียนแบบทั้งการพูด น้ำเสียง ท่าทางการเดิน หรือแม้แต่กระทั่งสายตา



จุดประสงค์ของการล้อเลียน

     "การกระทำใดๆย่อมมีจุดประสงค์ " การล้อเลียนก็เช่นกัน คือ เพื่อเป็นการแสดงให้เกิดความบันเทิง หรือเป็นการหวังผลโฆษณาชวนเชื่อ การเสียดสีแสดงความไม่พอใจ หรืออาจเป็นการแสดงถึงความชื่นชอบเป็นการส่วนตัวก็ได้



สิ่งจำเป็นในการล้อเลียน

สิ่งที่ต้องมีถึงจะสามารถล้อเลียนได้อย่างแยบยลและแนบเนียน มีดังนี้

๑.ความจำดี การที่จะล้อเลียนบุคคลอื่นได้คุณจะมีความจำที่ดีเป็นพิเศษ เพราะคุณต้องใช้จดจำเรื่องของบุคคลคนนั้นมากเป็นพิเศษ แม้กระทั้งชีวิตประจำวันของคนๆนั้น

๒.ความคิดสร้างสรรค์ การที่จะล้อเลียนบุคคลอื่นได้ คุณต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการ นึกถึงลักษณะท่าทางของคนคนนั้น รวมทั้งวิธีคิดของเขาด้วย และสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างแนบเนียน

๓.ไหวพริบปฏิภาณ การล้อเลียนจะต้องคิดเร็วทำเร็วไม่เชื่องช้า ไม่หยุดชะงัก หรือแม้แต่ใช้เวลาคิดนานเกินไปเพราะจะทำให้การล้อเลียนที่ออกมานั้นทื่อไร้อารมณ์

๔.ช่างสังเกต ฟังมากกว่าพูด ดูแล้วก็คิด นี่ถือเป็นหัวใจหลักของการล้อเลียนก็ว่าได้ เพราะถึงแม้จะมีความจำดี ความคิดสร้างสรรค์ และไหวพริบปฏิภาณแล้ว หากคุณขาดสิ่งนี้ไปคุณก็ได้เป็นแค่คนที่มีIQสูงเท่านั้น แต่การที่เป็นคนช่างสังเกตแล้วคิดตามจะทำให้คนเป็นคนคิดไว คิดเร็ว และคิดรอบคอบ บวกกับการมีความจำที่ดีคุณก็จะสามารถจำสิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้ยินขณะใดขณะหนึ่งได้อย่างชัดเจน



หลักแห่งการล้อเลียน

     การจะล้อเลียนใครก็ตาคุณจะต้องคำนึงถึงสิ่งดังต่อไปนี้ด้วย คือ

๑.กาลเทศะ การจะล้อเลียนใครคุณจะต้องมีจังหวะและโอกาสก่อนจึงจะทำการได้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการเสียมารยาทได้

๒.เปิดใจให้กว้าง การที่คุณจะล้อเลียนครก็ตามคุณต้องคิดอยู่เสมอว่า "เมื่อคุณคิดจะล้อเขาได้ เขาก็คิดจะล้อคุณได้เช่นกัน" ดังนั้นคุณจะต้องยอมรับความจริงว่าคุณเองก็ถูกล้อได้ทุกเมื่อ

๓.นึกถึงใจเขาใจเรา คนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ดังนั้นเมื่อคุณรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรคุณก็ไม่ควรจะล้อเลียนในเรื่องนั้นๆเพราะจะทำให้เขารู้สึกอับอาย และอาจเกิดความเสียหายขึ้นได้



ผลประโยชน์ที่คาดไม่ถึงสำหรับการล้อเลียน

      การล้อเลียนนั้นถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะมันมีประโยชน์นอกเหนือจากการให้ความบันเทิงด้วย คือ ทำให้ผู้ที่ทำการล้อเลียนเป็นคนสุขุมรอบคอบ เข้าใจความคิดของผู้อื่นได้มากขึ้น รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ รู้ข้อที่ควรทำและไม่ควรทำในการเข้าสังคม ส่วนประโยชน์ต่อผู้ถูกล้อก็มีเช่นกัน คือทำให้รู้ว่าตัวเองมีจุดด้อยหรือจุดบกพร่องตรงไหนเพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง เพราะว่าคนเราส่วนมากมักคิดเข้าข้างตัวเองจึงไม่เห็นจุดบกพร่องของตัวเองได้ แต่เมื่อมีคนแสดงออกมาให้เห็นย่อมจะทำให้รู้สึกตัวและตระหนักขึ้นมาได้บ้าง(สำหรับคนที่รู้จักยอมรับความจริง) ดังนั้นการล้อเลียนจึงมีประโยชน์ต่อทั้งสามฝ่ายคือ ผู้ทำการล้อเลียน ผู้ถูกล้อเลียน และผู้ดู



สุดท้ายและลาจาก
      สำหรับบทความเรื่อง"ศาสตร์แห่งการล้อเลียน"นี้ ผู้เขียนได้เขียนจากทัศนะคติ และประสบการณ์จริงของผู้เขียนเอง ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ถือเป็นนักล้อเลียนตัวยงด้วย ดังนั้นจึงอยากจะขยายความเกี่ยวกับการล้อเลียน และแก้ไขจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกัน หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เขาใจถึงการล้อเลียนว่า ไม่ว่าจะถูกล้อเลียนในรูปแบบใด นั่นหมายถึงตัวคุณเองมีความสำคัญมาก เขาจึงหยิบยกคุณมาล้อเลียน เพราะคงไม่มีใครจะไปล้อเลียนคนที่ไม่มีใครรู้จักหรอกครับ......................สวัสดีครับ



คำเตือน!!!โปรดอ่านจากซ้ายไปขวา


คนตกดิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น