วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความไม่รู้ประวัติศาสตร์ ตอน อภินิหารตำนานแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์


 ความไม่รู้ประวัติศาสตร์

ตอน อภินิหารตำนานแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"วาทะกรรมนี้ถือเป็นวาทะกรรมคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยเราอย่างยาวนาน แทบจะทุกคนในประเทศได้ยินวาทะกรรมนี้จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายและครูบาอาจารย์ตั้งแต่เด็กจนจะลงโลง เรียกว่าเป็นคำสอนขั้นพื้นฐานเลยทีเดียวสำหรับสังคมไทยเรา ซึ่งแน่นอนผมก็ถูกสอนมาแบบนั้น และไม่สามารถเถียงได้เลยถึงแม้อยากจะเถียงใจจะขาด เพราะมันเป็นวาทะกรรมที่คลุมเครือมาก คลุมเครือยังไง อย่างแรกคืออะไรคือเชื่อไม่เชื่อในความหมายของสิ่งนั้นๆ และอะไรคือมาตรฐานชี้ว่านั่นคือการลบหลู่ บางครั้งแค่การตั้งคำถามและอธิบายปรากฏการณ์นั้นๆก็กลายเป็นว่าลบหลู่เสียแล้ว อาทิเช่น ไอทีวีที่ทำเรื่องเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคก็ถูกรุมด่าว่าไปลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเป็นเหตุให้ไอทีวีปิดตัวลงเพราะไปลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลยไอทีวีนั้นมีปัญหามานานมากแล้วและเป็นปัญหาด้านกิจการไม่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์แม้แต่น้อยครับ แต่แค่นี้ก็กลายเป็นประเด็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ด้วยคนไทยจำนวนมากยังคงเชื่อถือยึดถืออะไรบางอย่างที่เรียกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างไม่แยกแยะ ผมก็เลยคิดว่าถ้าเราแยกแยะออกน่าจะดีมากเลย ผมก็เลยคิดว่าน่าจะลองย้อนไปดูประวัติศาสตร์อย่างความไม่รู้ซักหน่อยก็น่าลองดูนะครับ

ผมนึกย้อนไปในอดีตอันไกลโพ้น เรื่องที่เกี่ยวกับอารนธรรมอันยิ่งใหญ่นั่นคือกรีกโบราณ เรารู้กันดีว่ากรีกโบราณนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหนมีวิทยาการความรู้ที่ก้าวหน้าเพียงใดแต่ว่าที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้คือชาวกรีกเนี่ยเป็นพวกที่งมงายอาจจะเรียกว่าที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ งมงายยังไง ก็งมงายชนิดที่ว่าเห็นนกฮูกตอนกลางวัน มีนกตกลงมาจากฟ้าก็ดีเกิดเมฆดำแปลก มีผลไม้ประหลาด ก็ตั้งกลุ่มรวมตัวกันเพื่อวิพากวิจารณ์หาคำตอบ (เอ๊ะดูคุ้นๆมั้ยนะ) บางครั้งก็มองไปถึงการทำนายทายทักอนาคตขึ้นซึ่งจะดีจะร้ายก็ว่ากันไป ถ้าดีหน่อยก็เป็นที่โล่งใจของชาวบ้าน ถ้าร้ายหน่อยก็ตื่นตระหนกหวาดกลัวกันยกใหญ่รีบหาทางแก้ และที่สำคัญครับที่กรีกเนี่ยบูชาเทพเจ้าอะพอลโล่ชนิดที่เรียกว่าเชื่อเป็นที่สุดเลย โดยจะมีผู้แทนซึ่งเรียกว่าอะไรนั้นผมก็จำไม่ได้คอยติดต่อกับเทพเจ้าแล้วล่งคำทำนายมาให้พวกเขาแล้วทุกคนก็จะทำตามคำทำนายของเทพเจ้าแบบที่เรียกว่าเทพเจ้าต้องการอะไรเขาก็จะทำทั้งนั้น(อันนี้ก็คุ้นๆนะ) นี่ถือเป็นเรื่องที่มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชื่องในอารยธรรมโบราณครับ ซึ่งอารยธรรมนี้มีมาการประวัติศาสตร์ชาติไทยนานนัก เรามาดูที่ใกล้กว่านิดนั่นคืออารยธรรมมายา ถ้าพูดถึงตรงนี้หลายคนคงนึกถึงปฏิทินมายาที่กล่าวถึงวันสิ้นโลกนะครับ แต่สุดท้ายก็เป็นการลวงโลก อารยธรรมมายาก็เป็นอารยธรรมที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่ง เพราะเป็นแหล่งรวบรวมความรู้วิทยาการอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ว่าชนเผ่านี้เองซึ่งก็รวมถึงอินคาและแอชเทค ก็มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ถึงขนาดสังเวยมนุษย์เพื่อความพึงพอใจของเทพเจ้าด้วย และที่สำคัญคือมีร่างทรงมีผู้ติดต่อกับเทพเจ้า และนี่คือสิ่งที่ผมก็ยังคงสงสัยครับ เพราะว่าโลกยุคโบราณขาดการติดต่อกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลัวมีหลายอย่างที่เหมือนกันคือ ต้องมีพ่อมด หมอผี มี่ร่างทรง มีตัวแทนเทพเจ้า สารพัดไปหมด รึว่านี่เป็นเรื่องจริงสิ่งเหนือธรรมชาติอาจมาในรูปแบบนั้นจริงๆ นั่นก็พิสูจน์ไม่ได้ครับ แต่ว่ากระนั้นก็ดีมายาก็นับถือเทพเจ้าเขามากจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดภัยแล้ง โรคระบาด หรือภัยพิบัติต่างๆ พวกเขาล้วนต้องการความช่วยเหลือจากเทพเจ้าทั้งสิ้นด้วยการบูชายันต์หรือพิธีกรรมอะไรก็แล้วแต่ของเขานะครับ ซึ่งตรงนี้มีจุดร่วมกันครับว่าสุดท้ายแล้วสองอารยธรรมนี้ก็หายไป กรีกถูกโรมันทำลาย อินคา มายา แอชเทคก็ถูกสเปนจัดการ ยิ่งไม่ต้องถามว่าเทพเจ้าพวกเขาไปอยู่ไหน ตอนนี้ก็อยู่ในหนังในการ์ตูนครับ ฉันใดก็ฉันนั้นครับการที่อารยธรรมถูกทำลายเทพเจ้าก็ถูกทำลายไปด้วย ความเชื่อเองก็หายไป เป็นไปตามหลักอนิจจลักษณะ

เอาล่ะครับไปดูอดีตอันไกลโพ้นมาแล้วก็มาดูใกล้ๆของคนไทยเรา หรือประวัติศาสตร์สยามนั่นเอง ผมอยากให้เข้าใจว่าเราได้รับอิทธิพลทางด้านความคิดส่วนใหญ่มาจากพราหมณ์-ฮินดู และก็ขอมนะครับ ซึ่งมีความเชื่อเรื่องเทวนิยม ตรงกันข้ามกับพุทธที่เป็นอเทวนิยม ทั้งที่เราบอกว่าเราเป็นชาวพุทธ แต่เรากลับไปเชื่อในเทวนิยมซึ่งมันขัดกันอยู่ในที มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับผมว่าจริงๆแล้วชาวพุทธเราต้องยึดถือการกระทำเป็นที่ตั้ง แต่ว่าในความเชื่อเราเนี่ยจะทำอะไรแล้วยังต้องขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ นี่ผมถือว่าเป็นคำอธิบายที่ดีอย่างหนึ่งครับในการอธิบายการกระทำที่ขัดต่อหลักศาสนานี้ แต่ว่าเราต้องมาดูกันระหว่างการเสริมสร้างเพื่อกำลังใจซึ่งผมขอเรียกว่า"เชื่ออย่างบริสุทธิ์"กับ"เชื่ออย่างดัดจริต" เชื่ออย่างบริสุทธิ์เป็นยังไงคืออย่างนี้ครับ คือการเชื่ออย่างไม่มีอะไรแอบแฝงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ใฝ่ดี ทำดี มีสัมมาทิฐิ ซึ่งนี้เป็นความเชื่ออย่างน่าเอาเยี่ยงอย่าง ส่วนการเชื่ออย่างดัดจริต คือการเชื่อแบบตามๆกันมา แบบเขามาว่าก็ว่าตามกัน เชื่อเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อ เชื่อเพราะคนบอกว่าดี แบบนี้เป็นการเชื่อแบบขาดสติวิจารณญาณโดยไม่ถือกาลามสูตรเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญมีลักษณะของการเชื่อโดยใช้มิจฉาทิฐิคือเชื่อเพราะความโลภ เช่นการขอหวย บนบานศาล และเชื่อแบบหลับหูหลับตาคลำเอาว่าดี หรือแม้แต่มีจิตใจคิดร้ายต่อผู้อื่นก็ยังมีแบบนี้ก็กลายเป็นอวิชชาสิ้น ทั้งหมดนี้เป็นการเชื่อแบบดัดจริตทั้งสิ้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิ่งดีและไม่ดี อันนี้ง่ายๆครับคือถามใจเราเองว่านั่นดีแล้วหรือยังจริงค่อยเชื่อ และชั่งน้ำหนักการกระทำเราว่าเหมาะสมมั้ย เอ๊ะนี่จะกลายเป็นบทความศาสนาแล้วล่ะเอาล่ะครับวกกลับมาประวัติศาสตร์กันดีกว่า ไทยเราดั่งเดิมเนี่ยยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านประจำเมือง มีเยอะแยะมากมายตามแต่ละพื้นที่ และในแต่ละภูมิภาคก็มีลักษณะการเชื่อที่ต่างกันบ้าง มีตำนานที่ต่างกันบ้างพอเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งตรงนี้ผมไม่ติดใจอะไรหรอกครับเพราะในอดีตมันไม่มีหวย ไม่มีลอตเตอรี่ แต่ที่ผมติดใจคือทำไมเมื่อพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วเราต้องขอหวยครับ ใครเป็นผู้ริเริ่ม วัฒนธรรมนี้เกิดขึ้นตอนไหน ซึ่งผมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นความเชื่อที่อยู่นอกเหนือจากอดีตครั้งแต่ทวารวดีแล้วล่ะครับ เพราะเอาไปเอามาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถบอกใบ้ให้หวยได้ สามารถแสดงปาฏิหาริย์ที่ตีเป็นตัวเลข แหม่และก็น่าแปลกอีกครับ ที่เวลาเราดูข่าวแล้วเจออะไรแปลกๆเข้าหน่อยเช่นปลีกล้วยมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ ไม่เกินวันสองวันก็จะมีประชาราษฎรจากไหนก็ไม่รู้มาอยู่ใต้ต้นกล้วยเต็มไปหมด แล้วก็จะเริ่มมีผ้าหลากสี ธูปเทียน และหนักเข้าหน่อยมีร่างทรงมาเข้าทรงว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตในสิ่งนั้นๆ และพอถึงตรงนี้ก็ต้องตั้งข้อสงสัยอีกอย่างว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่สามารถเลือกที่สถิต ในไหนก็ได้หรือ ในปลีกล้วยหรือในเขาไม้ก็สามารถอยู่ได้ ผมก็ว่ามันน่าแปลก ซึ่งตรงนี้มันแสดงว่าเราเชื่ออะไรแบบขาดวิจารณญาณโดยสิ้นเชิงย้ำว่าโดยสิ้นเชิงนะครับ เพราะเราต้องดูให้มันเหนือกว่าว่าเป็นปาฏิหาริย์ แต่ให้ดูว่าเป็นสิ่งผิดปกติ เป็นวิวัฒนาการบ้างก็อาจจะดี เพราะหากเรามองว่าปลีกล้วยเอย หมูสองหัว หมาสามขา หรือตุ๊กแกสี่หางก็ดีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หมด ผมว่าแมงกระพรุน Turritopsis nutriculaก็คงเป็นสุดยอดแห่งปาฏิหาริย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะครับ เพราะสัตว์ชนิดนี้มีอายุขัยเป็นอมตะกล่าวว่าเมื่อมันมีอายุได้มาระดับหนึ่งมันก็จะลดอายุลงเป็นเด็กอีกครั้ง ถ้าสัตว์แปลกๆ พืชแปลกๆคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ผมว่าสัตว์ชนิดนี้อยู่หเนือกว่านั้นครับ 




          มาดูภาพนี้กันครับ ภาพนี้เป็นภาพปรากฏการณ์เมฆนาคาของพระธาตุพนมที่จังหวัดนครพนมนะครับ ครับพระธาตุก็ไม่มีอะไรหรอกครับ แต่เหนือพระธาตุนี่สิแปลก ภาพนี้เนี่ยถูกเผนแพร่ทางเพจเพจหนึ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยผู้เผยแพร่อ้างว่าเป็นปราฏิหาริย์ของพระธาตุให้ช่วยกันไลค์ช่วยกันแชร์ ผมว่านี่เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างไม่น่าเชื่อครับ ว่าแค่การไลค์การแชร์ในเฟสบุ๊คที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปีกลายเป็นการสร้างผลบุญสร้างบารมีให้โชคให้พรไปเสียแล้ว มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กคงกลายเป็นเทพเจ้าแล้วแน่เชียว ประเด็นหนึ่งอย่างที่ผมเห็นอยู่ตรงนี้ครับคือการโปรโมทธุรกิจของตัว การโปรโมทเพจของตัวเองโดยใช้วิธีนี้ไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนัก เพราะว่ามันเหมือนเป็นการผลิตซ้ำตอกย้ำความงมงายของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือของตัวเอง โดยแทนที่จะเป็นผู้สร้างปัญญาให้กับสังคม นี่ไม่ต้องพูดถึงความจริงความเท็จของภาพนะครับ เพราะที่เห็นในภาพว่าเหนือพระธาตุแปลกแล้ว แต่ใต้พระธาตุมากกว่า ดูสิครับผู้คนที่อยู่ภายใตร้พระธาตุกับดูสงบเรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแถมแต่ละคนยังมีสีหน้าที่ไม่สะทกสะท้านกับอะไรที่เกิดขึ้นบนยอดพระธาตุเสียด้วยซ้ำ และยังบังแดดกางร่ม เอาผ้ามาคลุมกันอีก ทั้งที่เมฆครึ้ม มีฟ้าผ่าขนาดนั้น แต่ประชาชนที่อยู่ข้างล่างกับเดินอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย ผมว่ามันคงเป็นเรื่องที่แปลกเกินไปแล้วล่ะครับ และแปลกกว่าเมฆแบบนั้นด้วย แต่ว่านะครับเรื่องมันไม่หมดเท่านั้น ก็มีการถกเถียงว่านี่เป็นของจริงไม่ตัดต่อ แต่ก็มีหลักฐานอยู่แล้วว่าตัดต่อ บ้างอ้างว่าพระธาตุพนมมีตำนานเรื่องของพญานาคอยู่แล้วเกิดปรากฏการณ์นี้ไม่น่าแปลก ครับผมก็ว่างั้นปรากฏการณ์มันไม่น่าแปลกแต่คนเบื้องล่างน่าแปลกที่สุดเลย นี่ครับถือเป็ตัวอย่างการเชื่อแบบชนิดว่าตามๆกันมานั่นเอง ซึ่งด้วยความไม่รู้เบื้องลึกอะไรเลยในรากเง้าของชนชาติไทยผมก็พูดมากไม่ได้ว่าอันนั้นจริงอันนี้เท็จ แต่ผมคิดว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยคือวิถีพุทธการใช้ปัญญาเป็นที่ตั้งควรที่จะกลับมาครับ ขอให้ความเป็นไทยที่แท้กลับมาเถอะครับผมอยากจะเห็นแบบนั้นซักครั้ง

          ครับสำหรับปิดท้ายแน่นอนว่าก็จะสรุปกันซักหน่อยเพราะที่ร่ายยาวมาก็เป็นแค่การเล่าสู่กันฟังเท่านั้น สรุปของผมง่ายๆครับว่าความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยากเพราะมันเกิดภายใต้จิตใต้สำนึกของมนุษย์ และการที่เราจะเชื่อไม่เชื่อเราควรตั้งคำถามก่อนครับ ตั้งข้อสังเกตุถามเจตนาของเรา ดูที่วัฒนธรรมรากเง้าของเราที่แท้ ชาวไทยเราอยู่กับเกษตรกรรมครับไม่อยู่กับเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่คือรากเง้าขริงแท้เราแน่นอน และการตั้งคำถามข้อสังเกตไม่ถือว่าเป็นการลบหลู่ครับ การลบหลู่น่าจะเป็นการท้าทายเชิงหยาบคายเสียมากกว่านะครับ ดังนั้นผมจึงของให้ทุกท่านใช้สติก่อนสตาร์ทครับ  สวัสดีครับ

                                                                                                                                      เมฆอิสระ















แมงกระพรุน Turritopsis nutricula ครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น